วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เสริมเขี้ยวเล็บนักขายมีอใหม่ให้ประสบความสำเร็จ ตอน หลักการของปรึซึม(PRISM)

บทความที่แล้วได้กล่าวถึงการปิดการขาย เมื่อนักขายปิดการขาย และส่งมอบสินค้าไปถึงลูกค้าตรงตามกำหนดแล้ว ต่อไปนักขายจะทำอย่างไรที่จะรักษาลูกค้าเก่า และ เพิ่มลูกค้าใหม่ กิจกรรม การขาย ของนักขายต้อง ตอบสนองกิจกรรมการซื้อของลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไร ก่อนซื้อ ขณะซื้อ และหลังการซื้อ ส่วนนักขายต้องตอบสนองด้วยการปรับกระบวนการธุรกิจ และนำเสนอ สินค้าหลายๆรูปแบบให้กับลูกค้า ทั้งก่อนขาย ขณะขาย และ หลังการขาย โดยจับคู่กันให้ได้ นักขายก็จะสามารถสร้างคุณค่าใหม่โดย การสร้างมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างจากเดิม และแตกต่างจากคู่แข่งในท้องตลาดนี่คือพื้นฐานของการพัฒนาลูกค้า เมื่อลูกค้าตัดสินใจ ซื้อสินค้าจากนักขาย หัวใจสำคัญ นั้นอยู่ที่สัมพันธภาพไม่ใช่เพียงแค่ตัวสินค้าแต่ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการสร้างสัมพันธภาพ และการพัฒนาจิตสำนึกจาก การขาย ไปสู่ การให้บริการ นั้นจะช่วยผลักดันโอกาสให้กับนักขายเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าจะสร้างความแตกต่างให้กับนักขาย ได้โดยวิธีง่ายๆ ด้วยหลักการของปริซึม ( PRISM )
PRISM คือ แสงที่มองผ่านเลนรูปพีระมิด ซึ่งมาจากคำว่า
P : Product คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์
R : Relationship คือ การสร้างความประทับใจ และ ความสัมพันธ์กับลูกค้า
I : Image คือ การสร้างภาพลักษณ์ หรือ ภาพพจน์ที่ดี และ สร้างตรายี่ห้อ
S : Service คือ การพ่วงบริการไปกับ ผลิตภัณฑ์
M : Management คือ การบริหารกระบวนการภายในเพื่อสร้างความสบายใจและให้ประสบการณ์กับลูกค้า
1. การพัฒนาสินค้า (Product) บรรจุภัณฑ์ ขนาดของสินค้า และรูปแบบ ส่วนผสม รส กลิ่น สี ตามความต้องการของตลาดนั้นๆ เช่น การพัฒนาของอาหาร เมื่อก่อนไอศกรีม มีแค่ ช็อกโกเเล็ต กาแฟ สตอเบอรี่ แต่ปัจจุบัน มีรส สมุนไพร หรือ รสผลไม้ตามฤดูกาล และน้ำปลาพริก พริกน้ำส้ม น้ำตาล พริกป่น ได้นำมาบรรจุเป็นซองก็เพื่อต้องการให้ผู้บริโภคสะดวกในการใช้ สะอาดในการจัดเก็บ และเป็นอีกรูปแบบใหม่ สังเกตได้จากร้านอาหาร ร้านขายก๋วยเตี๋ยว หรือแม้กระทั่งหนังสือของ อาจารย์ ณรงค์วิทย์ กล้าเปลี่ยนแปลง พิมพ์กี่ครั้งก็ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วยเนื้อหาและสาระที่มีคุณภาพจึงทำให้ติดชาร์ด Best seller ก็ยังเปลี่ยนแปลงรูปเล่ม แต่เนื้อหาก็คงเดิม ก็เพราะต้องการให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าไม่จำเจ หรือพูดง่ายๆก็คือไม่ตกรุ่นนั่นเอง
2. การสร้างภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และสร้างตรายี่ห้อ (Image) ก่อนอื่นเราต้องหาจุดเด่นของสินค้าและดูว่าเราสามารถแปลงจุดเด่นนี้ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ลองนึกดูว่าถ้าเราจะบอกลูกค้าว่าสินค้าเราดี เราจะบอกลูกค้า ว่าอย่างไร พูดสั้นๆง่ายๆและเข้าใจ เช่น สะดวกในการใช้ บำรุงรักษาง่าย ปลอดภัย และทันสมัย ราคาไม่แพง คุณภาพสูง มีการรับประกันคุณภาพสินค้า อื่นๆอีกมากมายที่นักขายสามารถนำมาพูดกับลูกค้า อยู่ที่ทักษะของนักขายที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า
3. การพ่วงการให้บริการ (Service) การเพิ่มยอดขายด้วยการให้บริการจะทำให้นักขายมียอดขายเพิ่มขึ้นจากการพ่วงบริการเสริมหรือบริการพิเศษที่นักขายนำเสนอไปพร้อมกับการขายสินค้า เช่น รับประกันซ่อมฟรีภายใน 1ปี หรือบริการติดตั้งฟรี หรือในกรณีที่นักขาย ขายสินค้าให้กับร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่าย นักขายก็สามารถนำเสนอ บริการพิเศษ คือ สอนเทคนิคการขายและให้รายละเอียดของสินค้าให้กับพนักงานขายหน้าร้าน หรือส่งพนักงานแนะนำสินค้าของบริษัทฯ ( PC) มาประจำ ณ จุดขาย ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่ นโยบายของบริษัทฯนั้นๆเป็นผู้กำหนด
4. การสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์กับลูกค้า ( Relationship) ในหัวข้อนี้ผู้เขียนเคยได้เขียนไว้ในบทความของ การตลาดกับงานบริหารบุคคล ตอนที่ 2 ลองไปค้นอ่านดู ได้กล่าวถึง CRM และ PRM หรือถ้าหาไม่เจอก็รออ่านในบทความต่อไปซึ่งผู้เขียนกำลังเขียนอยู่และจะกล่าวถึง IRM ( Integrated Relationship Management ) โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์แบบองค์รวม 360 องศา ก็จะรวบรวมกลยุทธ์ตั้งแต่ ลูกค้า CRM (CustomerRelationshipManagement) พนักงาน (Internal Relationship Management) คู่ค้าพันธมิตร PRM (Partner Relationship Management) คู่แข่ง ทางการค้า (Competitor Relationship Management ) ในยุคไอทีแบบนี้ การตลาดยุคน้องโบ(ราณ) ที่ใช้เพียงแค่ ลด แลก แจก แถม โฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพียงแค่นี้คงไม่ได้ผลแล้ว การตลาดยุคนี้เน้นต่อยอด การ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยความสัมพันธ์ กลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และสร้างความภักดี กับลูกค้าทำอย่างไร ให้ลูกค้ายึดติดกับนักขายไม่จากไปไหน ใช้สินค้าที่ นักขายนำเสนอขายอย่างต่อเนื่อง และยี่ห้อเดียว ลูกค้าจะมีการซื้อซ้ำ ซื้อบ่อย ซื้ออย่างต่อเนื่อง และลูกค้ามีการบอกต่อ โดยชวนเพื่อนและญาติมาซื้อ ลูกค้าประเภทนี้จะมีมูลค่าสูง และทำให้บริษัทฯมีกำไรมากขึ้น ผลที่ตามมา ก็คือโบนัสของพนักงาน
5. การบริหารกระบวนการภายใน (Management) พัฒนาคนข้างในให้มีความรู้ มีความสามารถเต็มที่และ เต็มใจในการให้บริการกับลูกค้า และสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้ลูกค้าทุกๆการติดต่อสื่อสาร และ การพบปะระหว่างลูกค้ากับพนักงานภายใน เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ การบริหารผลิตภัณฑ์ที่ดี บริหารภาพพจน์ที่ดี พร้อมกับการให้ข่าวสารข้อมูลบริษัทฯได้อย่างต่อเนื่อง ไขข้อข้องใจลูกค้าได้ โดยที่ลูกค้ามีความรู้สึกว่าสามารถพูดคุยกับพนักงานได้โดยที่ไม่จำเป็นเฉพาะพนักงานขายอย่างเดียว บริหารการบริการใหม่ๆให้กับลูกค้า บริหารและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ผูกมัดใจลูกค้ากันไปตลอด เช่น การมีกิจกรรมระหว่างพนักงานกับลูกค้า การจัดงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้า หรือกิจกรรมท่องเที่ยว กิจกรรมกีฬา กระชับความสัมพันธ์ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และการเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิต นั่นคือการบริหารข้างในคือพนักงาน ให้ตอบสนองข้างนอกก็คือลูกค้า วิธีการอย่างนี้เพื่อ ตอบสนองความสบายใจและให้ประสบการณ์ กับลูกค้า ให้มีประสิทธิภาพ

“การรู้จักผู้อื่นนั้นเป็นความชาญฉลาด แต่ การรู้จักตนเองนั้นเป็นการรู้แจ้งเห็นจริง”

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา๔

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ( แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ ๒๕๕๑ ) มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น (๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง จะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติ นี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้ หลักเกณฑ์โดยย่อ ๑. พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และงานหรือนายจ้างที่ยกเว้นในกฎกระทรวง ๒. กฎกระทรวง ( พ.ศ.๒๕๔๑ ) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ (๑) มิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่ง ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู หลักเกณฑ์โดยย่อ  ลูกจ้างตำแหน่งอื่นของโรงเรียนเอกชน เช่น นักการภารโรง เสมียน พนักงาน พนักงานบัญชีการเงิน พนักงานขับรถ เป็นต้น อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑  ลูกจ้างของมหาวิทยาลัยเอกชน ไม่ว่าตำแหน่งใด อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑  สถานศึกษาของราชการ ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ เนื่องจากเป็นหน่วยงานราชการ ตามมาตรา ๔(๑) ฎีกาสำคัญ ฎีกาที่ ๕๓๖๔ – ๕๓๖๘ / ๒๕๔๓ กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ฉบับที่ ๑ ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๔ วรรคสอง และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บัญญัติไว้ใน (๑) ว่ามิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งครูผู้สอน โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ (๒) มิให้ใช้บทบัญญัติบางมาตราในพระราชคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่ไม่มีการประกอบธุรกิจอื่นรวมอยู่ด้วย ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน คือ ลูกจ้างที่ทำงานรับใช้ในบ้านเรือน เช่น ทำความสะอาด ทำอาหาร ซักรีดเสื้อผ้า เลี้ยงดูเด็ก ทำสวน ดูแลบ้าน เป็นต้น หลักเกณฑ์โดยย่อ  ลูกจ้างนั้นต้องทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอย่างเดียว ไม่มีงานอื่นรวมด้วย จึงจะเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวง  เดิมประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ไม่ถือว่าลูกจ้างที่ทำงานบ้านเป็นลูกจ้าง จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ถือว่าลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจอื่นรวมอยู่ด้วยเป็นลูกจ้าง ซึ่งได้รับความคุ้มครองเพียงบางลักษณะเท่านั้น โดยไม่ใช้บังคับสำหรับ  หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๑๒, มาตรา ๑๘, มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒  หมวด ๒ การใช้แรงงานทั่วไป มาตรา ๒๓ – ๓๗ เว้นแต่ ตามมาตรา ๓๐  หมวด ๓ การใช้แรงงานหญิง มาตรา ๓๘ - มาตรา ๔๓  หมวด ๔ การใช้แรงงานเด็ก มาตรา ๔๔ – มาตรา ๕๒  หมวด ๕ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่า ล่วงเวลาในวันหยุด มาตรา ๕๓ – มาตรา ๗๗  หมวด ๖ คณะกรรมการค่าจ้าง มาตรา ๗๘ – มาตรา ๙๑  หมวด ๗ สวัสดิการ มาตรา ๙๒ – มาตรา ๙๙  หมวด ๘ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน มาตรา ๑๐๐ – มาตรา ๑๐๗  หมวด ๙ การควบคุม มาตรา ๑๐๘ – มาตรา ๑๑๕  หมวด ๑๐ การพักงาน มาตรา ๑๑๖ – มาตรา ๑๑๗  หมวด ๑๑ ค่าชดเชย มาตรา ๑๑๘ – มาตรา ๑๒๒  หมวด ๑๓ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาตรา ๑๒๖ – มาตรา ๑๓๘ (๓) มิให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึง ๑) งานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ให้ดูที่งานมิใช่ดูที่วัตถุประสงค์ของนายจ้างหรือองค์กรของนายจ้าง ๒) งานนั้นต้องทำได้โดยไม่คิดค่าตอบแทน หรือคิดเท่าทุน หรือมี กำไรบ้างก็นำมาเป็นทุนเพื่อดำเนินการต่อไป โดยมิได้นำไป แบ่งปัน หรืองานที่ทำโดยไม่เรียกร้อง แล้วแต่ผู้รับบริการจะจ่าย ให้หรือไม่ก็ได้ ๓) บทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ที่มิใช้บังคับกับงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ มีดังนี้  หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๑๒, มาตรา ๑๖, มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๒  หมวด ๒ การใช้แรงงานทั่วไป มาตรา ๒๓ – มาตรา ๓๗  หมวด ๓ การใช้แรงงานหญิง มาตรา ๓๘ – มาตรา ๔๓  หมวด ๔ การใช้แรงงานเด็ก มาตรา ๔๔ – มาตรา ๕๒  หมวด ๕ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่า ล่วงเวลาในวันหยุด มาตรา ๕๓ – มาตรา ๗๗ เว้นแต่การจ่ายค่าจ้างตามมาตรา ๕๓, มาตรา ๕๔, มาตรา ๕๕ และมาตรา ๗๐  หมวด ๖ คณะกรรมการค่าจ้าง มาตรา ๗๘ – มาตรา ๙๑  หมวด ๗ สวัสดิการ มาตรา ๙๒ – มาตรา ๙๙  หมวด ๙ การควบคุม มาตรา ๑๐๘ – มาตรา ๑๑๕  หมวด ๑๐ การพักงาน มาตรา ๑๑๖ – มาตรา ๑๑๗  หมวด ๑๑ ค่าชดเชย มาตรา ๑๑๘ – มาตรา ๑๒๒  หมวด ๑๓ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาตรา ๑๒๖ – มาตรา ๑๓๘ ฎีกาสำคัญ ฎีกาที่ ๑๗๘๕ / ๒๕๒๗ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารกลางในการปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐ ดำเนินกิจการควบคุมการเงินและการคลังของรัฐให้ถูกต้องเหมาะสม และมีเสถียรภาพ ธุรกิจที่ธนาคารนี้ประกอบก็กระทำไปในฐานะธนาคารกลาง มิได้เป็นการแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่น หากจะมีกำไรบ้างก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ถือไม่ได้ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จึงได้รับการยกเว้นมิต้องอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฎีกาสำคัญ ฎีกาที่ ๙๓ / ๒๕๓๘ แม้จำเลย ( สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ) จะมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าแก่กิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร อันมิใช่เป็นการหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันก็ตาม แต่จำเลยมีรายได้ จากค่าตอบแทนในการบริการตลอดจนผลประโยชน์จากทรัพย์สิน และมีงบรายรับรายจ่าย หากรายได้สูงกว่ารายจ่ายจะตกเป็นทุนในการดำเนินงานต่อไป การดำเนินกิจการของจำเลยมีลักษณะแสวงหาประโยชน์จากกิจการเหล่านี้ โดยมิใช่เป็นกิจการให้เปล่า จึงเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (๔) มิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานในงาน ดังต่อไปนี้ ๑ ) งานเกษตรกรรม ๒ ) งานรับไปทำที่บ้าน อาจารย์ สมชาย หลักคงคา

กฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา๑

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ( แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ ๒๕๕๑ ) มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ (๒) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ( ฉบับที่ ๑ ) พ.ศ.๒๕๓๓ บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน หลักเกณฑ์โดยย่อ  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือข้อตกลงใดขัดกับกฎหมายนี้ ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐  มาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ว่า การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ  กฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน เช่น พระราชบัญญัตินี้นำหลักเกณฑ์การบอกเลิกสัญญาจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ มาบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ ตามมาตรา ๑๗ แทน ฎีกาสำคัญ ฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๔๗ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบ เป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงระหว่างโจทก์และ ส ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่อง เอกสารหมายเลข จล.๑ หมายเลข ๖ ข้อ ๖.๑ ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หาก ส ตั้งครรภ์ ให้ถือว่า ส ได้บอกเลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีกด้วยว่า โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งวินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่า ส ตั้งครรภ์ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงข้อ ๖.๑ เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะ ส มีครรภ์ อันขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๔๓ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๐  มาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ระบุไว้ว่า สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิก สัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือ ก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสาม เดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ด้วย การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่ จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงาน ทันทีได้ การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๕๘๓ แห่งประมาลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์  มาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ระบุไว้ว่าห้ามมิให้ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์  มาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ระบุไว้ว่า นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ (๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง (๒) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย (๓) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (๔) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน (๕) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร (๖) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในกรณี (๖) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิด ลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุ ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้ง เหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างใน ภายหลังไม่ได้  ความผิดลหุโทษ หมายถึง ความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับ ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  มาตรา ๕๘๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุไว้ว่า ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า ก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน  มาตรา ๕๘๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุไว้ว่า ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ ข้อสังเกต ๑. มาตรา ๔๓ เป็นบทบัญญัติห้ามเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น ๒. นายจ้างจะเลี่ยงไปทำสัญญากับลูกจ้างหญิงว่ามีครรภ์ให้ลาออกหรือยอมให้เลิกจ้าง ไม่มีผลบังคับ ๓. แม้ลูกจ้างหญิงรับรองว่าตนไม่มีครรภ์ นายจ้างหลงเชื่อรับเข้าทำงานแล้ว ปรากฎความจริงในภายหลัง ก็เลิกจ้างไม่ได้ ๔. แม้งานบางอย่าง หญิงมีครรภ์ทำไม่ได้หรือไม่เหมาะที่จะทำ นายจ้างก็เลิกจ้างไม่ได้ นายจ้างชอบที่จะเปลี่ยนงานหรือถ้าไม่มีงานจะเปลี่ยนให้ทำก็ต้องรอให้ลูกจ้างหญิงคลอดบุตรก่อนจึงให้มาทำงาน ๕. กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ ( พ.ศ.๒๕๔๑ ) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ข้อ ๕ ระบุไว้ว่า นายจ้างอาจให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ที่ทำงานในตำแหน่งในตำแหน่งผู้บริหารงานวิชาการ งานธุรการ รวมทั้งงานเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชี ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างนั้น อาจารย์ สมชาย หลักคงคา

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาหนี้สินของพนักงานกับการบริหารงานบุคคล

ใครไม่มีหนี้ยกมือขึ้น! เชื่อว่าหลายคนไม่กล้ายกมือขึ้นครับ เพราะทั้งตัวเราและอีกหลายๆ ล้านคน ต่างก็ประสบพบเจอกับคำว่า “หนี้”กับแทบจะทุกคนทุกครัวเรือน วันก่อนผมได้มีโอกาสไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทฯ แห่งหนึ่ง ฝ่ายบุคคลเล่าให้ผมฟังว่า พนักงานของเขาคนหนึ่งอายุ 60 ปี กำลังจะเกษียณอายุในปีนี้ แต่ยังมีหนี้สินอยู่มากมายและที่สำคัญ ยังไม่มีที่อยู่อาศัย ( บ้าน ) เป็นของตนเอง ซึ่งผมฟังแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจและเห็นใจพนักงานท่านนั้นมาก จึงประสงค์ที่จะเขียนอะไรสักอย่างเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบทความของผมครับ ปัญหาเรื่องหนี้สินของพนักงาน หากวิเคราะห์ให้ดีเป็นปัญหาระดับประเทศเลยนะครับ เพราะผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครจะเรียนหนังสือ หรือประกอบสัมมาอาชีพอะไรก็ตาม เท่าที่มีข้อมูล ส่วนใหญ่ก็จะมีหนี้สินกันแทบทุกคน เช่น นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ก็ต้องกู้ยืมเรียนจากกองทุน กยศ. หรือพนักงานบริษัทฯ ก็มีหนี้สินเรื่อง ผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อต่างๆ เป็นต้น ถามว่า แล้วทำอย่างไรไม่ให้เป็นหนี้ หากมองในแง่มุมของพุทธศาสนา ก็ต้องรู้จักพอเพียง แต่หากมองในแง่มุมของมนุษย์ธรรมดาๆ ทั่วไป ก็หนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนชีวิตและการแก้ไขปัญหาครับ ผมมีตัวเลขและรายชื่อ 10 มหาเศรษฐีในประเทศไทย มาให้ท่านพิจารณาครับ ถามว่านำข้อมูลดังกล่าวนี้มาอ้างอิงเพื่อวัตถุประสงค์อะไร สิ่งหนึ่งที่เราจะได้ประโยชน์จากการศึกษาข้อมูลดังกล่าวนี้ก็คือ หลายๆ ท่านที่มีรายชื่อร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ณ ปัจจุบัน เราลองศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลต่อไปสิครับว่า ในอดีตท่านไม่ได้เกิดในวงศ์ตระกูลที่ร่ำรวยมาก่อนครับ ท่านใช้ความพยายาม ความรู้ ความสามารถ การเรียนผิดเรียนถูก และการวางแผนชีวิตที่ดีครับ ถึงทำให้ท่านมายืนอยู่ในอันดับของ 10 มหาเศรษฐีได้ครับ เจอกันตอนที่2 10มหาเศรษฐีในประเทศไทย Somchai Lakkongka somchailak1@hotmail.com 081-6529843

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การพัฒนาบุคลากรด้วยการปฏิบัติงานข้ามสายงาน

Cross Functional Development



ปัจจุบัน ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบริหารงานบุคลากรในองค์กร โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในแต่ละฝ่ายงาน ส่วนงาน หน่วยงานหรือทุกแผนกงานในองค์กร ซึ่งต่างมีเป้าหมาย ในการทำงาน ( Goals ) และตัวชี้วัดผลงาน ( Key Performance Indicators ) ให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์กร และส่งผลต่อความสำเร็จของเป้าหมายขององค์กร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับผู้บริหารที่สร้างความหนักอกหนักใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในแต่ละฝ่ายงาน/ส่วนงาน ก็คือ การสร้างอาณาจักรส่วนตัวของแต่ละฝ่ายงาน / ส่วนงานของตนเอง ( The Enterprise of Department )
การสร้างอาณาจักรส่วนตัวของแต่ละฝ่ายงาน / ส่วนงานในองค์กร จะมีวิวัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไป และค่อยๆ ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อการสื่อสารภายในองค์กร การทำงานข้ามสายงานของพนักงาน บรรยากาศในที่ทำงาน คุณภาพของงาน สัมพันธภาพในงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน และอาจยกระดับความรุนแรงถึงขั้นการมีการเมืองในองค์กรและการแตกแยกความสมัครสมานสามัคคีของพนักงานในองค์กร
หลักสูตรนี้ ได้นำปัญหาดังกล่าวมาออกแบบเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้สอดรับต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้บริหาร ในอันที่จะส่งเสริมและสรรสร้าง ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานในแต่ละตำแหน่งงานในองค์กร การทำงานข้ามสายงานของแต่ละฝ่ายงาน /ส่วนงาน ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ( Sustainable Organization ) และพนักงานปฏิบัติงานอย่างมีความสุข ( Happy Workplace ) และผูกพันกับองค์กร ( Employee Engagement )

วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม

พนักงานเข้าใจถึงความคาดหวังของผู้ประกอบการ / ผู้บริหาร
พนักงานเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง
เพื่อพัฒนาและปรับปรุงทักษะการทำงานข้ามสายงานของพนักงาน
ผู้บริหารใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการบุคลากรในองค์กร
ป้องกันการเกิดปัญหาการเมืองในองค์กร
เสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีของพนักงานในองค์กร

หัวข้อในการฝึกอบรม

Ø ความคาดหวังของผู้บริหารที่มีต่อพนักงาน
Ø บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของพนักงานทุกคน
Ø การเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและการทำงานข้ามสายงาน
Ø พฤติกรรมการสื่อสารการเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและการทำงานข้ามสายงาน
Ø การบริหารทีมงาน ( Team Management )
Ø การบริหารโครงการธุรกิจ ( Business Project Management )

คุณสมบัติผู้เข้ารับการฝึกอบรม : ผู้บริหาร, ผู้จัดการ, หัวหน้างาน, พนักงาน และผู้ต้องการพัฒนาตนเอง
รูปแบบการฝึกอบรม : บรรยาย และWork Shop
ระยะเวลาการฝึกอบรม : 1 วัน


ผลประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ

Ø พนักงานรับรู้และทราบถึงความคาดหวังของผู้บริหาร
Ø พนักงานเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง
Ø ลดช่องว่างการทำงานข้ามสายงานในแต่ละฝ่ายงาน/ส่วนงาน
Ø องค์กรประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ
Ø ทีมงานมีประสิทธิภาพและสมัครสมานสามัคคี
Ø เป็นองค์กรแห่งความสุข ( Happy Workplace )
Ø พนักงานมีความพึงพอใจในการทำงานและผูกพันกับองค์กร

วิทยากร
อ.สมชาย หลักคงคา ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลและจิตวิทยาการบริหาร

E-mail: somchailak@hotmail.com
Mobile: 081-6529843

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553