วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา๔

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ( แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ ๒๕๕๑ ) มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น (๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง จะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติ นี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้ หลักเกณฑ์โดยย่อ ๑. พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และงานหรือนายจ้างที่ยกเว้นในกฎกระทรวง ๒. กฎกระทรวง ( พ.ศ.๒๕๔๑ ) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ (๑) มิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่ง ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู หลักเกณฑ์โดยย่อ  ลูกจ้างตำแหน่งอื่นของโรงเรียนเอกชน เช่น นักการภารโรง เสมียน พนักงาน พนักงานบัญชีการเงิน พนักงานขับรถ เป็นต้น อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑  ลูกจ้างของมหาวิทยาลัยเอกชน ไม่ว่าตำแหน่งใด อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑  สถานศึกษาของราชการ ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ เนื่องจากเป็นหน่วยงานราชการ ตามมาตรา ๔(๑) ฎีกาสำคัญ ฎีกาที่ ๕๓๖๔ – ๕๓๖๘ / ๒๕๔๓ กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ฉบับที่ ๑ ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๔ วรรคสอง และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บัญญัติไว้ใน (๑) ว่ามิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งครูผู้สอน โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ (๒) มิให้ใช้บทบัญญัติบางมาตราในพระราชคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่ไม่มีการประกอบธุรกิจอื่นรวมอยู่ด้วย ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน คือ ลูกจ้างที่ทำงานรับใช้ในบ้านเรือน เช่น ทำความสะอาด ทำอาหาร ซักรีดเสื้อผ้า เลี้ยงดูเด็ก ทำสวน ดูแลบ้าน เป็นต้น หลักเกณฑ์โดยย่อ  ลูกจ้างนั้นต้องทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอย่างเดียว ไม่มีงานอื่นรวมด้วย จึงจะเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวง  เดิมประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ไม่ถือว่าลูกจ้างที่ทำงานบ้านเป็นลูกจ้าง จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ถือว่าลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจอื่นรวมอยู่ด้วยเป็นลูกจ้าง ซึ่งได้รับความคุ้มครองเพียงบางลักษณะเท่านั้น โดยไม่ใช้บังคับสำหรับ  หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๑๒, มาตรา ๑๘, มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒  หมวด ๒ การใช้แรงงานทั่วไป มาตรา ๒๓ – ๓๗ เว้นแต่ ตามมาตรา ๓๐  หมวด ๓ การใช้แรงงานหญิง มาตรา ๓๘ - มาตรา ๔๓  หมวด ๔ การใช้แรงงานเด็ก มาตรา ๔๔ – มาตรา ๕๒  หมวด ๕ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่า ล่วงเวลาในวันหยุด มาตรา ๕๓ – มาตรา ๗๗  หมวด ๖ คณะกรรมการค่าจ้าง มาตรา ๗๘ – มาตรา ๙๑  หมวด ๗ สวัสดิการ มาตรา ๙๒ – มาตรา ๙๙  หมวด ๘ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน มาตรา ๑๐๐ – มาตรา ๑๐๗  หมวด ๙ การควบคุม มาตรา ๑๐๘ – มาตรา ๑๑๕  หมวด ๑๐ การพักงาน มาตรา ๑๑๖ – มาตรา ๑๑๗  หมวด ๑๑ ค่าชดเชย มาตรา ๑๑๘ – มาตรา ๑๒๒  หมวด ๑๓ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาตรา ๑๒๖ – มาตรา ๑๓๘ (๓) มิให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึง ๑) งานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ให้ดูที่งานมิใช่ดูที่วัตถุประสงค์ของนายจ้างหรือองค์กรของนายจ้าง ๒) งานนั้นต้องทำได้โดยไม่คิดค่าตอบแทน หรือคิดเท่าทุน หรือมี กำไรบ้างก็นำมาเป็นทุนเพื่อดำเนินการต่อไป โดยมิได้นำไป แบ่งปัน หรืองานที่ทำโดยไม่เรียกร้อง แล้วแต่ผู้รับบริการจะจ่าย ให้หรือไม่ก็ได้ ๓) บทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ที่มิใช้บังคับกับงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ มีดังนี้  หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๑๒, มาตรา ๑๖, มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๒  หมวด ๒ การใช้แรงงานทั่วไป มาตรา ๒๓ – มาตรา ๓๗  หมวด ๓ การใช้แรงงานหญิง มาตรา ๓๘ – มาตรา ๔๓  หมวด ๔ การใช้แรงงานเด็ก มาตรา ๔๔ – มาตรา ๕๒  หมวด ๕ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่า ล่วงเวลาในวันหยุด มาตรา ๕๓ – มาตรา ๗๗ เว้นแต่การจ่ายค่าจ้างตามมาตรา ๕๓, มาตรา ๕๔, มาตรา ๕๕ และมาตรา ๗๐  หมวด ๖ คณะกรรมการค่าจ้าง มาตรา ๗๘ – มาตรา ๙๑  หมวด ๗ สวัสดิการ มาตรา ๙๒ – มาตรา ๙๙  หมวด ๙ การควบคุม มาตรา ๑๐๘ – มาตรา ๑๑๕  หมวด ๑๐ การพักงาน มาตรา ๑๑๖ – มาตรา ๑๑๗  หมวด ๑๑ ค่าชดเชย มาตรา ๑๑๘ – มาตรา ๑๒๒  หมวด ๑๓ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาตรา ๑๒๖ – มาตรา ๑๓๘ ฎีกาสำคัญ ฎีกาที่ ๑๗๘๕ / ๒๕๒๗ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารกลางในการปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐ ดำเนินกิจการควบคุมการเงินและการคลังของรัฐให้ถูกต้องเหมาะสม และมีเสถียรภาพ ธุรกิจที่ธนาคารนี้ประกอบก็กระทำไปในฐานะธนาคารกลาง มิได้เป็นการแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่น หากจะมีกำไรบ้างก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ถือไม่ได้ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จึงได้รับการยกเว้นมิต้องอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฎีกาสำคัญ ฎีกาที่ ๙๓ / ๒๕๓๘ แม้จำเลย ( สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ) จะมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าแก่กิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร อันมิใช่เป็นการหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันก็ตาม แต่จำเลยมีรายได้ จากค่าตอบแทนในการบริการตลอดจนผลประโยชน์จากทรัพย์สิน และมีงบรายรับรายจ่าย หากรายได้สูงกว่ารายจ่ายจะตกเป็นทุนในการดำเนินงานต่อไป การดำเนินกิจการของจำเลยมีลักษณะแสวงหาประโยชน์จากกิจการเหล่านี้ โดยมิใช่เป็นกิจการให้เปล่า จึงเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (๔) มิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานในงาน ดังต่อไปนี้ ๑ ) งานเกษตรกรรม ๒ ) งานรับไปทำที่บ้าน อาจารย์ สมชาย หลักคงคา

กฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา๑

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ( แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ ๒๕๕๑ ) มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ (๒) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ( ฉบับที่ ๑ ) พ.ศ.๒๕๓๓ บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน หลักเกณฑ์โดยย่อ  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือข้อตกลงใดขัดกับกฎหมายนี้ ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐  มาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ว่า การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ  กฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน เช่น พระราชบัญญัตินี้นำหลักเกณฑ์การบอกเลิกสัญญาจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ มาบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ ตามมาตรา ๑๗ แทน ฎีกาสำคัญ ฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๔๗ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบ เป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงระหว่างโจทก์และ ส ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่อง เอกสารหมายเลข จล.๑ หมายเลข ๖ ข้อ ๖.๑ ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หาก ส ตั้งครรภ์ ให้ถือว่า ส ได้บอกเลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีกด้วยว่า โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งวินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่า ส ตั้งครรภ์ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงข้อ ๖.๑ เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะ ส มีครรภ์ อันขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๔๓ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๐  มาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ระบุไว้ว่า สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิก สัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือ ก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึง กำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสาม เดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ด้วย การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่ จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงาน ทันทีได้ การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๕๘๓ แห่งประมาลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์  มาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ระบุไว้ว่าห้ามมิให้ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์  มาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ระบุไว้ว่า นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ (๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง (๒) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย (๓) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (๔) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน (๕) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร (๖) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในกรณี (๖) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิด ลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุ ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้ง เหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างใน ภายหลังไม่ได้  ความผิดลหุโทษ หมายถึง ความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับ ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  มาตรา ๕๘๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุไว้ว่า ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า ก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน  มาตรา ๕๘๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุไว้ว่า ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้ ข้อสังเกต ๑. มาตรา ๔๓ เป็นบทบัญญัติห้ามเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น ๒. นายจ้างจะเลี่ยงไปทำสัญญากับลูกจ้างหญิงว่ามีครรภ์ให้ลาออกหรือยอมให้เลิกจ้าง ไม่มีผลบังคับ ๓. แม้ลูกจ้างหญิงรับรองว่าตนไม่มีครรภ์ นายจ้างหลงเชื่อรับเข้าทำงานแล้ว ปรากฎความจริงในภายหลัง ก็เลิกจ้างไม่ได้ ๔. แม้งานบางอย่าง หญิงมีครรภ์ทำไม่ได้หรือไม่เหมาะที่จะทำ นายจ้างก็เลิกจ้างไม่ได้ นายจ้างชอบที่จะเปลี่ยนงานหรือถ้าไม่มีงานจะเปลี่ยนให้ทำก็ต้องรอให้ลูกจ้างหญิงคลอดบุตรก่อนจึงให้มาทำงาน ๕. กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ ( พ.ศ.๒๕๔๑ ) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ข้อ ๕ ระบุไว้ว่า นายจ้างอาจให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ที่ทำงานในตำแหน่งในตำแหน่งผู้บริหารงานวิชาการ งานธุรการ รวมทั้งงานเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชี ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างนั้น อาจารย์ สมชาย หลักคงคา

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาหนี้สินของพนักงานกับการบริหารงานบุคคล

ใครไม่มีหนี้ยกมือขึ้น! เชื่อว่าหลายคนไม่กล้ายกมือขึ้นครับ เพราะทั้งตัวเราและอีกหลายๆ ล้านคน ต่างก็ประสบพบเจอกับคำว่า “หนี้”กับแทบจะทุกคนทุกครัวเรือน วันก่อนผมได้มีโอกาสไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทฯ แห่งหนึ่ง ฝ่ายบุคคลเล่าให้ผมฟังว่า พนักงานของเขาคนหนึ่งอายุ 60 ปี กำลังจะเกษียณอายุในปีนี้ แต่ยังมีหนี้สินอยู่มากมายและที่สำคัญ ยังไม่มีที่อยู่อาศัย ( บ้าน ) เป็นของตนเอง ซึ่งผมฟังแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจและเห็นใจพนักงานท่านนั้นมาก จึงประสงค์ที่จะเขียนอะไรสักอย่างเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบทความของผมครับ ปัญหาเรื่องหนี้สินของพนักงาน หากวิเคราะห์ให้ดีเป็นปัญหาระดับประเทศเลยนะครับ เพราะผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครจะเรียนหนังสือ หรือประกอบสัมมาอาชีพอะไรก็ตาม เท่าที่มีข้อมูล ส่วนใหญ่ก็จะมีหนี้สินกันแทบทุกคน เช่น นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ก็ต้องกู้ยืมเรียนจากกองทุน กยศ. หรือพนักงานบริษัทฯ ก็มีหนี้สินเรื่อง ผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อต่างๆ เป็นต้น ถามว่า แล้วทำอย่างไรไม่ให้เป็นหนี้ หากมองในแง่มุมของพุทธศาสนา ก็ต้องรู้จักพอเพียง แต่หากมองในแง่มุมของมนุษย์ธรรมดาๆ ทั่วไป ก็หนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนชีวิตและการแก้ไขปัญหาครับ ผมมีตัวเลขและรายชื่อ 10 มหาเศรษฐีในประเทศไทย มาให้ท่านพิจารณาครับ ถามว่านำข้อมูลดังกล่าวนี้มาอ้างอิงเพื่อวัตถุประสงค์อะไร สิ่งหนึ่งที่เราจะได้ประโยชน์จากการศึกษาข้อมูลดังกล่าวนี้ก็คือ หลายๆ ท่านที่มีรายชื่อร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ณ ปัจจุบัน เราลองศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลต่อไปสิครับว่า ในอดีตท่านไม่ได้เกิดในวงศ์ตระกูลที่ร่ำรวยมาก่อนครับ ท่านใช้ความพยายาม ความรู้ ความสามารถ การเรียนผิดเรียนถูก และการวางแผนชีวิตที่ดีครับ ถึงทำให้ท่านมายืนอยู่ในอันดับของ 10 มหาเศรษฐีได้ครับ เจอกันตอนที่2 10มหาเศรษฐีในประเทศไทย Somchai Lakkongka somchailak1@hotmail.com 081-6529843

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การพัฒนาบุคลากรด้วยการปฏิบัติงานข้ามสายงาน

Cross Functional Development



ปัจจุบัน ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบริหารงานบุคลากรในองค์กร โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในแต่ละฝ่ายงาน ส่วนงาน หน่วยงานหรือทุกแผนกงานในองค์กร ซึ่งต่างมีเป้าหมาย ในการทำงาน ( Goals ) และตัวชี้วัดผลงาน ( Key Performance Indicators ) ให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์กร และส่งผลต่อความสำเร็จของเป้าหมายขององค์กร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำหรับผู้บริหารที่สร้างความหนักอกหนักใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในแต่ละฝ่ายงาน/ส่วนงาน ก็คือ การสร้างอาณาจักรส่วนตัวของแต่ละฝ่ายงาน / ส่วนงานของตนเอง ( The Enterprise of Department )
การสร้างอาณาจักรส่วนตัวของแต่ละฝ่ายงาน / ส่วนงานในองค์กร จะมีวิวัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไป และค่อยๆ ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อการสื่อสารภายในองค์กร การทำงานข้ามสายงานของพนักงาน บรรยากาศในที่ทำงาน คุณภาพของงาน สัมพันธภาพในงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน และอาจยกระดับความรุนแรงถึงขั้นการมีการเมืองในองค์กรและการแตกแยกความสมัครสมานสามัคคีของพนักงานในองค์กร
หลักสูตรนี้ ได้นำปัญหาดังกล่าวมาออกแบบเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้สอดรับต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้บริหาร ในอันที่จะส่งเสริมและสรรสร้าง ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานในแต่ละตำแหน่งงานในองค์กร การทำงานข้ามสายงานของแต่ละฝ่ายงาน /ส่วนงาน ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ( Sustainable Organization ) และพนักงานปฏิบัติงานอย่างมีความสุข ( Happy Workplace ) และผูกพันกับองค์กร ( Employee Engagement )

วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม

พนักงานเข้าใจถึงความคาดหวังของผู้ประกอบการ / ผู้บริหาร
พนักงานเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง
เพื่อพัฒนาและปรับปรุงทักษะการทำงานข้ามสายงานของพนักงาน
ผู้บริหารใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการบุคลากรในองค์กร
ป้องกันการเกิดปัญหาการเมืองในองค์กร
เสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีของพนักงานในองค์กร

หัวข้อในการฝึกอบรม

Ø ความคาดหวังของผู้บริหารที่มีต่อพนักงาน
Ø บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของพนักงานทุกคน
Ø การเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและการทำงานข้ามสายงาน
Ø พฤติกรรมการสื่อสารการเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและการทำงานข้ามสายงาน
Ø การบริหารทีมงาน ( Team Management )
Ø การบริหารโครงการธุรกิจ ( Business Project Management )

คุณสมบัติผู้เข้ารับการฝึกอบรม : ผู้บริหาร, ผู้จัดการ, หัวหน้างาน, พนักงาน และผู้ต้องการพัฒนาตนเอง
รูปแบบการฝึกอบรม : บรรยาย และWork Shop
ระยะเวลาการฝึกอบรม : 1 วัน


ผลประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ

Ø พนักงานรับรู้และทราบถึงความคาดหวังของผู้บริหาร
Ø พนักงานเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง
Ø ลดช่องว่างการทำงานข้ามสายงานในแต่ละฝ่ายงาน/ส่วนงาน
Ø องค์กรประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ
Ø ทีมงานมีประสิทธิภาพและสมัครสมานสามัคคี
Ø เป็นองค์กรแห่งความสุข ( Happy Workplace )
Ø พนักงานมีความพึงพอใจในการทำงานและผูกพันกับองค์กร

วิทยากร
อ.สมชาย หลักคงคา ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลและจิตวิทยาการบริหาร

E-mail: somchailak@hotmail.com
Mobile: 081-6529843

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

การเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ


ทำไมจึงเกิดอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงาน? เป็นคำถามที่หลายๆ องค์กร ให้ความสนใจและต้องการทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง เพราะไม่ต้องการให้พนักงานเกิดการบาดเจ็บ พิการ หรือการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน อันจะนำมาซึ่งการสูญเสียในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียในด้านทรัพย์สิน สูญเสียชีวิต สูญเสียขวัญและกำลังใจ และอื่นๆ อีกมากมาย

สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงาน โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ( Unsafe Conditions ) ความบกพร่องของระบบการจัดการ ( Failure of Management ) และการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ( Unsafe Actions )

หลักสูตรการเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จะนำเสนอแนวทางในการกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในสถานประกอบการ ในทุกแง่มุม รวมถึง การเสริมสร้าง การจูงใจและกระตุ้นเตือนจิตสำนึกของพนักงานทุกคน ให้มีความตระหนักในการทำงานด้วยความปลอดภัย ( Safety Awareness and Safety First ) มีความคิดเชิงบวกในการทำงาน ( Positive Thinking ) มีความสุขในการทำงาน ( Working Happily ) อันจะส่งผลให้เกิดคุณภาพ ( Quality ) ของผลิตภัณฑ์ และประสิทธิภาพ ( Efficiency ) ในการทำงาน ของตัวพนักงานโดยตรง

วัตถุประสงค์ในการฝึกอบรม
- เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุหรือการประสบอันตรายอันเนื่องมาจากการทำงาน
- เพื่อกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
- เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้กับพนักงาน
- เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางความคิดให้พนักงานตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน มีความคิดเชิงบวกและมีความสุขในการทำงาน

หัวข้อการฝึกอบรม
- แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานในสถานประกอบการอย่างปลอดภัย
- วิธีสร้างความสุขและสนุกกับการทำงาน
- บทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
- Best Practice 20 ประการ ที่จะนำองค์กรไปสู่ Zero Accident
- วงจรชีวิตในการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัย

คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
- ผู้บริหาร, ผู้อำนวยการ, ผู้จัดการ, หัวหน้าแผนก, หัวหน้างาน
- พนักงานทุกระดับชั้นหรือผู้สนใจ

รูปแบบการฝึกอบรม
บรรยาย พร้อม Case Study และ Brainstorm

ระยะเวลาการฝึกอบรม
1 วัน

วิทยากร
อ.สมชาย หลักคงคา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและการโน้มน้าวจูงใจ

E-mail : somchailak@hotmail.com
Mobile : 081-6529843